
ตัวเลข Shopee Ads ที่ระบบไม่ได้บอกตรงๆ ถอดรหัส Metric หลังบ้านให้เห็นกำไรจริง
September 12, 2026ถ้าเคยทำโฆษณาให้ธุรกิจสายบริการในไทย น่าจะคุ้นกับพฤติกรรมนี้ดี ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากกรอกฟอร์ม และไม่ได้อยากยกหูโทรหาใครตอนสามทุ่ม สิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ คือทัก LINE ถามราคาสั้นๆ แล้วรอคำตอบ ฝั่ง Meta Ads เราเลยเห็นแคมเปญส่งข้อความกันเต็มไปหมด แต่ฝั่ง Google Ads กลับเป็นช่องว่างที่ไม่มีทางไปแบบตรงๆ มาตลอด
วิธีแก้ขัดที่หลายคนใช้กันคือเอาลิงก์ LINE OA ไปใส่แทน Landing Page คนคลิกโฆษณาแล้วเด้งเข้า LINE ทันที ยิงได้ก็จริง แต่พอถึงเวลาวัดผล เรารู้แค่ว่ามีคนคลิก ไม่รู้ว่าใครทักเข้ามาจริงบ้าง ระบบ Smart Bidding ก็เลยไม่มีอะไรให้เรียนรู้
ข่าวดีคือตอนนี้ Google Ads Search ใช้ LINE ได้แล้วผ่านฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Message Assets ซึ่งเป็นปุ่มแชทที่แสดงอยู่ใต้โฆษณา ลูกค้ากดแล้วเข้าไปคุยกับ LINE OA ของเราได้เลย และ Google ยังนับ Conversion ให้ด้วย บทความนี้ Moonday Agency จะพาไล่ดูตั้งแต่ความต่างจากวิธีเดิม เงื่อนไขที่ต้องผ่าน วิธีตั้งค่าทีละขั้น ไปจนถึงข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนกดเปิดใช้จริง
สรุปสั้นก่อนอ่านยาว Google Ads Search ใช้ LINE ได้อย่างไร
- Google Ads มีฟีเจอร์ Message Assets ที่ใส่ปุ่มแชทไว้กับโฆษณาได้ และมีตัวเลือก LINE ให้ใช้แล้ว ร่วมกับ WhatsApp, Messenger, Zalo และ SMS
- ใช้ได้กับแคมเปญ Search และ Performance Max
- ตั้งค่าได้ที่เมนู Assets กดปุ่ม + เลือก Messages แล้วระบุ LINE ID ที่ขึ้นต้นด้วย @
- ระบบนับ Conversion เป็น Leads from messages โดยนับเมื่อมีการส่งข้อความเข้ามาจริง ไม่ได้นับแค่คลิก
- ฟีเจอร์ยังอยู่ในสถานะ Beta และ Asset ต้องผ่านการยืนยันจาก Google ก่อนจึงจะแสดงผล
- ตอนที่ปุ่มแชทแสดง Asset แบบปุ่มโทรและ Lead Form จะไม่แสดงร่วมด้วย
1. ใส่ลิงก์ LINE เป็น Final URL กับใช้ Message Assets ต่างกันอย่างไร
วิธีเดิมที่หลายคนคุ้นมือ คือตั้ง Final URL ของโฆษณาเป็นลิงก์เพิ่มเพื่อน LINE OA คนเห็นโฆษณา คลิกหัวข้อ แล้วถูกพาเข้า LINE ทันที ฟังดูตรงไปตรงมาดี แต่มีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่สองเรื่อง
เรื่องแรกคือการวัดผล ปลายทางเป็นแพลตฟอร์มของ LINE ไม่ใช่เว็บไซต์ของเรา เราจึงวางแท็ก Conversion ของ Google ไม่ได้ สิ่งที่เห็นในบัญชีมีแค่จำนวนคลิก ส่วนคนที่คลิกแล้วทักจริง กับคนที่คลิกแล้วปิดทิ้ง ระบบแยกไม่ออกเลย
เรื่องที่สองตามมาติดๆ คือเมื่อไม่มีข้อมูล Conversion กลยุทธ์การเสนอราคาอัตโนมัติอย่าง Maximize Conversions หรือ Target CPA ก็ไม่มีสัญญาณให้เรียนรู้ สุดท้ายต้องวนกลับไปใช้แบบเน้นคลิก หรือนั่งปรับราคาเองแบบเดาใจ ซึ่งเหนื่อยและคุมคุณภาพได้ยาก
Message Assets แก้ตรงนี้ด้วยการแยกทางเดินให้ลูกค้าเลือกเอง คนที่อยากอ่านรายละเอียดก่อนก็คลิกหัวข้อโฆษณาไปเว็บไซต์ตามปกติ ส่วนคนที่อยากคุยเลยก็กดปุ่ม LINE ใต้โฆษณาได้ทันที และที่สำคัญคือทั้งสองทางยังวัดผลได้ครบ
| ประเด็น | ลิงก์ LINE เป็น Final URL | Message Assets |
|---|---|---|
| ปลายทางเมื่อคลิก | เข้า LINE ทันที ทางเดียว | หัวข้อไปเว็บไซต์ ปุ่มแชทไป LINE |
| การวัด Conversion | เห็นแค่คลิก วางแท็กไม่ได้ | มี Leads from messages นับเมื่อส่งข้อความจริง |
| Smart Bidding | แทบไม่มีข้อมูลให้เรียนรู้ | ใช้สัญญาณ Conversion ได้เต็มที่ |
| ต้องมีเว็บไซต์ไหม | ไม่จำเป็น | จำเป็น เพราะโฆษณายังต้องมี Final URL และใช้ยืนยัน Asset |
| ทางเลือกของลูกค้า | ถูกบังคับเข้าแชท | เลือกได้ว่าจะอ่านข้อมูลก่อนหรือทักเลย |
2. แอปแชทที่รองรับ และสถานะของฟีเจอร์ตอนนี้
ในหน้าตั้งค่า Message Assets ตอนนี้มีแอปให้เลือก 5 แบบ คือ LINE, WhatsApp, Messenger, Zalo และ SMS สำหรับตลาดไทย LINE คือพระเอกแบบไม่ต้องคิดเยอะ เพราะเป็นช่องทางที่ลูกค้าคนไทยคุ้นมือที่สุด และธุรกิจส่วนใหญ่ก็มี LINE OA อยู่แล้ว เมื่อเปิดเข้าไปดูในหน้า Assets จะเห็นแท็บ Message มีป้าย Beta กำกับไว้
สิ่งที่ควรรู้ไว้ก่อนคือ หน้า Help Center ภาษาอังกฤษของ Google ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ ยังระบุแอปที่รองรับไว้แค่ WhatsApp, SMS, Messenger และ Zalo ยังไม่ได้เขียนถึง LINE และระบุชัดว่าฟีเจอร์นี้ยังเป็น Beta แปลว่าการเปิดให้ใช้อาจทยอยไปทีละบัญชี ถ้าเข้าไปแล้วยังไม่เห็นตัวเลือก LINE ก็ไม่ได้แปลว่าเราตั้งค่าอะไรผิด อาจแค่ยังไม่ถึงคิวของบัญชีเราเท่านั้นเอง
3. เงื่อนไขก่อนใช้ ที่ทำให้หลายคนตั้งค่าเสร็จแล้วแต่ปุ่มไม่แสดง
ตั้งค่าเสร็จไม่ได้แปลว่าปุ่มจะขึ้นทันที Google มีเงื่อนไขซ้อนกันอยู่หลายชั้น ถ้าไม่ผ่านข้อใดข้อหนึ่ง Asset จะไม่แสดงผล ไล่เช็กตามนี้ได้เลยครับ
1. บัญชีโฆษณาต้องผ่าน Advertiser Verification เรียบร้อยแล้ว
2. บัญชีต้องมีประวัติด้านนโยบายโฆษณาที่ดี และธุรกิจต้องไม่อยู่ในหมวดอ่อนไหวที่ถูกจำกัดการใช้ฟีเจอร์นี้
3. Message Assets ต้องผ่านการยืนยันจาก Google ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ตุลาคม 2025 วิธียืนยันมีสองทาง ทางแรกคือวางลิงก์ช่องทางแชทไว้บนเว็บไซต์ที่โดเมนตรงกับ Display URL ของโฆษณา ทางที่สองคือยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของโดเมน ผ่านการเชื่อม Google Search Console กับบัญชี Google Ads หรือติดแท็ก Conversion หรือแท็ก Remarketing ของ Google Ads ไว้บนเว็บไซต์
4. ข้อความเริ่มต้นแชทต้องผ่านมาตรฐาน Editorial คือสะกดถูก อ่านเข้าใจง่าย ไม่ใส่สัญลักษณ์เกินจำเป็น
5. บัญชีใหม่อาจถูกจำกัดจำนวนการแสดงผลในช่วงแรก จนกว่าจะมีการโต้ตอบจากผู้ใช้สะสมมากพอ
ทริคง่ายๆ ที่ช่วยเรื่องข้อ 3 ได้มาก คือเอาปุ่มเพิ่มเพื่อน LINE OA ไปแปะไว้บนหน้าเว็บไซต์ที่ใช้ยิงโฆษณาไปเลย นอกจากช่วยให้ยืนยันผ่านง่ายขึ้นแล้ว คนที่คลิกเข้าเว็บไซต์มาก็ยังทักแชทได้อีกทางด้วย เรียกว่าได้สองต่อ
4. วิธีตั้งค่า Google Ads Search ใช้ LINE ทีละขั้น
ขั้นตอนจริงไม่ได้ซับซ้อนเลย ถ้าเตรียม LINE ID กับข้อความที่จะใช้ไว้แล้ว ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที
1. เข้าไปที่แคมเปญ Search ที่ต้องการ แล้วกดเมนู Assets
2. กดปุ่ม + แล้วเลือก Messages
3. เลือกระดับที่จะใส่ Asset ว่าเป็นระดับ Campaign หรือระดับ Ad Group
4. กด Create New แล้วเลือกแอปเป็น LINE
5. ใส่ LINE ID ของ LINE OA ซึ่งจะขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย @
6. เขียนข้อความ Prefill หรือข้อความที่ระบบจะพิมพ์รอไว้ให้ลูกค้าตอนเปิดแชท
7. เลือก Call to Action ที่ต้องการ แล้วกดบันทึก จากนั้นรอ Google ตรวจสอบและอนุมัติ
เลือกใส่ระดับ Campaign หรือ Ad Group ดี
ถ้ามี Message Assets อยู่หลายระดับพร้อมกัน Google จะเลือกใช้ตัวที่อยู่ระดับล่างสุดก่อน เรียงจากระดับบัญชี ไปแคมเปญ ไป Ad Group และในแต่ละระดับจะเปิดใช้งาน Message Asset ได้ทีละหนึ่งตัวเท่านั้น
ในทางปฏิบัติ ถ้าแคมเปญเดียวมีบริการอยู่ในนั้นหลายแบบ แนะนำให้ใส่ระดับ Ad Group เพราะเราจะเขียนข้อความ Prefill ให้ตรงกับบริการของแต่ละกลุ่มได้ แต่ถ้าแคมเปญนั้นขายบริการเดียว ใส่ระดับ Campaign ครั้งเดียวจบก็สะดวกกว่า
เขียนข้อความ Prefill ยังไงให้คนกดส่ง
ข้อความนี้ดูเล็กแต่มีผลเยอะ เพราะมันคือประโยคแรกของบทสนทนา หลักง่ายๆ คือเขียนให้เหมือนที่ลูกค้าจะพิมพ์เอง สั้น เป็นภาษาพูด และบอกเรื่องที่สนใจให้ชัด เช่น สนใจบริการนี้ ขอทราบราคาเบื้องต้นได้ไหมครับ หรือ อยากสอบถามคิวว่างสัปดาห์นี้ครับ ลูกค้าอ่านแล้วรู้สึกว่าใช่ กดส่งได้เลยโดยไม่ต้องคิดว่าจะเริ่มพิมพ์อะไร
อีกประโยชน์ที่หลายคนมองข้าม คือถ้าเขียนข้อความ Prefill แยกตาม Ad Group แอดมินที่นั่งตอบแชทจะรู้ทันทีว่าลูกค้าคนนี้มาจากโฆษณาตัวไหน สนใจบริการอะไร ตอบได้ตรงเรื่องตั้งแต่ข้อความแรก และเรายังเอาไปนับคร่าวๆ ในหลังบ้าน LINE OA ได้ด้วยว่าแชทจากแต่ละกลุ่มโฆษณามีคุณภาพต่างกันแค่ไหน
5. วัดผลด้วย Leads from messages นับตอนไหน และต้องระวังอะไร
เมื่อ Message Assets ผ่านการอนุมัติ Google จะสร้าง Conversion Goal ชื่อ Leads from messages ให้ในบัญชีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปติดแท็กหรือตั้งค่าอะไรเพิ่ม
จุดที่ทำให้ตัวนี้ต่างจากการนับคลิก คือระบบนับเมื่อคนกดปุ่มแล้วส่งข้อความเข้ามาจริง ไม่ได้นับแค่คนที่กดปุ่มแล้วเปิดแอปขึ้นมาดูเฉยๆ ตัวเลขที่ได้จึงใกล้ความจริงกว่าวิธีใส่ลิงก์ LINE เป็น Final URL มาก และพอมีสัญญาณ Conversion ที่เชื่อถือได้ Smart Bidding ก็ทำงานได้เต็มที่ ซึ่ง Google เองก็แนะนำให้ตั้งเป้าหมายการเสนอราคาเป็น Conversions สำหรับแคมเปญที่ใช้ Message Assets
อีกเรื่องที่ควรรู้เวลาเปิดรายงานในหน้า Assets คือตัวเลขคลิกที่เห็นเป็นผลของโฆษณาในครั้งที่ Asset นั้นแสดง ไม่ได้แปลว่าทุกคลิกคือการกดปุ่มแชท ถ้าอยากแยกให้ชัดว่าคนกดหัวข้อหรือกดปุ่ม ให้ใช้ Segment ตาม Click type และดูคอลัมน์ Conversion ของ Leads from messages ประกอบไปด้วย
ข้อควรระวังที่อยากย้ำคือ ข้อความที่ส่งเข้ามาไม่ได้เท่ากับลูกค้าที่มีคุณภาพเสมอไป บางคนกดส่งข้อความ Prefill แล้วเงียบหายไปเลย บางคนถามแล้วไม่ได้อยู่ในพื้นที่ให้บริการ ตัวเลขใน Google Ads จึงบอกได้แค่ว่ามีคนเริ่มคุย ส่วนคุณภาพต้องไปดูต่อในหลังบ้าน LINE OA ว่าคุยต่อจริงกี่ราย ขอใบเสนอราคากี่ราย และปิดการขายได้กี่ราย ถ้าจดตัวเลขชุดนี้ไว้ทุกสัปดาห์ แล้วเอามาเทียบกับต้นทุนต่อ Conversion ใน Google Ads จะเห็นภาพที่แท้จริงของแคมเปญชัดขึ้นมาก
6. ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเปิดใช้
ปุ่มแชทไม่แสดงร่วมกับปุ่มโทรและ Lead Form
Google ระบุไว้ว่าตอนที่ปุ่มแชทแสดง Asset ประเภทอื่นอย่างปุ่มโทรหรือ Lead Form จะไม่ถูกแสดงร่วมด้วย ในแต่ละครั้งที่โฆษณาขึ้น ระบบจึงเลือกว่าจะโชว์ปุ่มไหน ถ้าธุรกิจของเราพึ่งยอดโทรเข้าเป็นหลัก เช่น งานบริการด่วนที่ลูกค้าอยากคุยทันที ควรเปิดทดสอบก่อนสักระยะ แล้วดูว่าจำนวนสายโทรเข้าลดลงไปมากน้อยแค่ไหน เทียบกับจำนวนแชทที่ได้เพิ่มมา
ฟีเจอร์ยังเป็น Beta
หน้าตาเมนู เงื่อนไข และการรายงานผลอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตลอด ควรเข้าไปเช็กสถานะของ Asset เป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงแรกหลังเปิดใช้ ว่ายังขึ้นสถานะ Eligible อยู่หรือไม่
ปุ่มพาคนมาทักได้ แต่ปิดการขายแทนเราไม่ได้
เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อจำกัดของ Google แต่เป็นจุดที่ทำให้แคมเปญพังบ่อยที่สุด ลูกค้าที่ทักมาจากหน้าค้นหามักกำลังเทียบอยู่หลายเจ้า ถ้าเราตอบช้าไปครึ่งวัน เขาอาจตัดสินใจกับคู่แข่งไปแล้ว ก่อนเปิดแคมเปญจึงควรเตรียมข้อความทักทายอัตโนมัติใน LINE OA บอกเวลาทำการให้ชัด และมีคนพร้อมตอบในช่วงที่โฆษณาวิ่ง
7. ใช้กับ Performance Max ได้ด้วย แต่ต่างจาก Search อย่างไร
Google ระบุว่า Message Assets ใช้ได้ทั้งแคมเปญ Search และ Performance Max แต่สองแคมเปญนี้ให้แชทคนละแบบกัน
ฝั่ง Search คนเห็นโฆษณาเพราะพิมพ์คำค้นหาเข้ามาเอง ความตั้งใจค่อนข้างชัด และเราคุมได้ว่าจะให้โฆษณาขึ้นกับคำค้นหาแบบไหน แชทที่ได้จึงมักเป็นคนที่พร้อมคุยเรื่องบริการจริง
ฝั่ง Performance Max ระบบกระจายโฆษณาไปหลายช่องทางของ Google ทั้ง Search, YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps ได้ปริมาณมากกว่า แต่ส่วนหนึ่งมาจากคนที่ยังไม่ได้ตั้งใจหาบริการของเราตั้งแต่แรก คุณภาพของแชทจึงมีโอกาสแกว่งกว่า
คำแนะนำคือเริ่มจาก Search ก่อน ใช้เวลาสักระยะเพื่อดูว่าแชทที่ได้มามีคุณภาพแค่ไหน ต้นทุนต่อแชทอยู่ที่เท่าไร พอได้ตัวเลขฐานแล้วค่อยขยายไป Performance Max แล้วเทียบคุณภาพแชทในหลังบ้าน LINE OA แบบตัวต่อตัว
8. ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ Google Ads Search ใช้ LINE
ฟีเจอร์นี้ไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ ตัวแบ่งง่ายๆ คือลูกค้าของเราต้องคุยก่อนตัดสินใจหรือเปล่า
กลุ่มที่เหมาะ
- ธุรกิจบริการที่ลูกค้าต้องถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจ เช่น คลินิกความงาม ทันตกรรม สถาบันกวดวิชา
- งานที่ต้องประเมินราคาเฉพาะราย และส่งรูปหน้างานผ่านแชทได้ เช่น รับเหมาต่อเติม ออกแบบตกแต่งภายใน ติดตั้งแอร์หรือโซลาร์เซลล์
- ธุรกิจที่ลูกค้าต้องเช็กคิวหรือความพร้อมก่อน เช่น ที่พัก บริการจองต่างๆ
- ธุรกิจ B2B ที่ลูกค้าอยากคุยสเปกหรือเงื่อนไขก่อนขอใบเสนอราคา
กลุ่มที่อาจไม่คุ้ม
- ร้านค้าออนไลน์ที่มีระบบตะกร้าและชำระเงินบนเว็บไซต์อยู่แล้ว เพราะการพาคนไปแชทคือการเพิ่มขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
- สินค้าราคาไม่สูงที่ลูกค้าตัดสินใจได้เร็ว ไม่มีอะไรต้องถาม
- ธุรกิจที่ยังไม่มีคนหรือระบบพร้อมตอบแชท
9. เทียบกับโฆษณาส่งข้อความของ Meta Ads
คำถามที่ตามมาแน่ๆ คือ ถ้ายิง Meta Ads แบบส่งข้อความอยู่แล้ว ต้องมาทำฝั่ง Google เพิ่มอีกไหม คำตอบคือสองแพลตฟอร์มนี้จับลูกค้าคนละจังหวะกัน
Meta Ads คือการไปเจอลูกค้าตอนเขากำลังไถฟีด เขายังไม่ได้ตั้งใจหาบริการของเรา หน้าที่ของโฆษณาคือกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ส่วน Google Ads Search คือการไปเจอลูกค้าตอนที่เขาพิมพ์หาอยู่แล้ว ความต้องการเกิดขึ้นก่อนเห็นโฆษณา
อีกจุดที่ต่างกันชัดสำหรับตลาดไทย คือโฆษณาส่งข้อความของ Meta พาคนไปคุยได้ทาง Messenger, Instagram และ WhatsApp ไม่มี LINE เป็นปลายทางโดยตรง ใครที่อยากพาลูกค้าจาก Meta เข้า LINE มักต้องใช้โฆษณาแบบ Traffic ส่งไปที่ลิงก์ LINE ซึ่งก็เจอปัญหาวัดผลแบบเดียวกับที่เล่าไว้ในหัวข้อแรก การที่ Google มีปุ่ม LINE ให้ใช้พร้อม Conversion ในตัว จึงเป็นข้อได้เปรียบที่น่าสนใจมาก
ในเรื่องต้นทุน ค่าคลิกของ Search ในหลายอุตสาหกรรมมักสูงกว่าโฆษณาบนฟีด ต้นทุนต่อแชทฝั่ง Google จึงอาจแพงกว่า แต่แชทที่ได้มักมาจากคนที่พร้อมคุยมากกว่า สุดท้ายเลยไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการใช้เสริมกัน Meta ช่วยสร้างความต้องการ Google ช่วยเก็บคนที่พร้อมแล้ว และวัดกันที่ต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดการขายได้จริง ไม่ใช่ต้นทุนต่อแชทอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Ads Search ใช้ LINE
Google Ads Search ใช้ LINE OA ได้ไหม และต้องตั้งค่าตรงไหน
ใช้ได้ผ่านฟีเจอร์ Message Assets ซึ่งมีตัวเลือก LINE ให้แล้ว ตั้งค่าได้ที่เมนู Assets ของแคมเปญ กดปุ่ม + เลือก Messages เลือกแอป LINE ใส่ LINE ID ที่ขึ้นต้นด้วย @ เขียนข้อความ Prefill เลือก Call to Action แล้วบันทึก ฟีเจอร์ยังเป็น Beta บางบัญชีจึงอาจยังไม่เห็นตัวเลือกนี้
Message Assets ใน Google Ads นับ Conversion ตอนไหน
ระบบนับเป็น Leads from messages เมื่อคนกดปุ่มแชทแล้วส่งข้อความเข้ามาจริง ไม่ได้นับแค่การคลิกปุ่ม Conversion Goal นี้ Google สร้างให้อัตโนมัติหลัง Message Assets ผ่านการอนุมัติ แต่ควรดูคุณภาพแชทต่อในหลังบ้าน LINE OA ด้วย เพราะข้อความที่ส่งเข้ามาไม่ได้เท่ากับลูกค้าที่ปิดการขายได้
ใส่ลิงก์ LINE เป็น Final URL ต่างจากใช้ Message Assets อย่างไร
ลิงก์ LINE เป็น Final URL พาคนเข้าแชททันที แต่วางแท็ก Conversion ไม่ได้ จึงเห็นแค่คลิกและ Smart Bidding ไม่มีข้อมูลให้เรียนรู้ ส่วน Message Assets เป็นปุ่มแชทแยกจากหัวข้อโฆษณา ลูกค้าเลือกได้ว่าจะไปเว็บไซต์หรือทักแชท และระบบนับ Conversion เมื่อส่งข้อความจริง
Message Assets ใช้ได้กับแคมเปญประเภทไหนบ้าง
ใช้ได้กับแคมเปญ Search และ Performance Max โดย Search ให้แชทจากคนที่ตั้งใจค้นหาและคุมคำค้นหาได้ ส่วน Performance Max กระจายไปหลายช่องทางของ Google ได้ปริมาณมากกว่าแต่คุณภาพแชทอาจแกว่งกว่า แนะนำให้เริ่มจาก Search ก่อน
ทำไมตั้งค่า Message Assets แล้วปุ่ม LINE ไม่แสดง
สาเหตุที่พบบ่อยคือ Asset ยังไม่ผ่านการยืนยันจาก Google บัญชียังไม่ผ่าน Advertiser Verification หรือเป็นบัญชีใหม่ที่ถูกจำกัดการแสดงผลช่วงแรก วิธีแก้ที่ช่วยได้มากคือวางลิงก์ LINE OA ไว้บนเว็บไซต์ที่โดเมนตรงกับ Display URL หรือเชื่อม Google Search Console กับบัญชี Google Ads
ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับการใช้ Google Ads ให้ลูกค้าทัก LINE
เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องคุยก่อนตัดสินใจ เช่น คลินิก สถาบันการศึกษา งานรับเหมาหรือออกแบบที่ต้องประเมินราคาเฉพาะราย และธุรกิจ B2B ส่วนร้านค้าออนไลน์ที่มีระบบชำระเงินบนเว็บไซต์อยู่แล้ว การพาคนไปแชทอาจเพิ่มขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
สรุป Google Ads Search ใช้ LINE คุ้มแค่ไหน
การที่ Google Ads Search ใช้ LINE ได้ผ่าน Message Assets คือการลดระยะทางระหว่างคนที่กำลังค้นหา กับการเริ่มต้นบทสนทนากับธุรกิจของเรา ซึ่งตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยมาก และที่ดีกว่าวิธีเดิมคือเราวัดผลได้จริง Smart Bidding มีข้อมูลให้เรียนรู้ ไม่ต้องยิงแบบหลับตาอีกต่อไป
แต่ก็อย่าลืมว่าฟีเจอร์นี้ยังเป็น Beta มีเงื่อนไขการยืนยันที่ต้องผ่าน และจะไม่แสดงร่วมกับปุ่มโทรหรือ Lead Form ที่สำคัญที่สุดคือปุ่มนี้ช่วยได้แค่พาคนมาทัก ส่วนการปิดการขายยังขึ้นอยู่กับความเร็วและคุณภาพของการตอบแชทของเราเหมือนเดิม
ถ้าอยากลองเปิดใช้ Message Assets แต่ยังไม่แน่ใจว่าบัญชีโฆษณาพร้อมหรือยัง หรืออยากได้คนช่วยวางระบบวัดผลตั้งแต่คลิกไปจนถึงแชทที่ปิดการขายได้ ทีมงาน Moonday Agency ยินดีพูดคุยและช่วยดูให้ครับ



