
วางแผน Digital Marketing ยังไงให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ตั้งแต่ Business Model ถึง KPI
July 20, 2026เพิ่ม ROAS ไม่ได้เกิดจากการกดปุ่มปรับ Bidding ในระบบโฆษณาเพียงอย่างเดียวครับ แต่มาจากสมการที่ตรงไปตรงมาคือ (GMV/Ad Spend) โดยมีตัวแปรอยู่ 4 ตัวที่กำหนดผลลัพธ์ GMV ไม่ใช่แค่ตัวเดียว เช่น Traffic คือจำนวนคนที่เห็นและคลิกโฆษณา Conversion Rate คืออัตราที่คนคลิกแล้วตัดสินใจซื้อจริง Average Order Value คือมูลค่าเฉลี่ยต่อบิล และ Ad Spend คือเงินที่จ่ายไปทั้งหมด ถ้าเราไปโฟกัสอยู่แค่การปรับ Bidding เพื่อลด Ad Spend อย่างเดียว โดยไม่แตะตัวแปรอีก 3 ตัว ผลลัพธ์ที่ได้มักจะจำกัดและไม่ยั่งยืน
การเพิ่ม ROAS อย่างยั่งยืนต้องดูแลสองฝั่งไปพร้อมกัน ฝั่งแรกคือหลังบ้านของระบบโฆษณา หรือ Ad Optimization ซึ่งครอบคลุมเรื่องการคัดสินค้า การจัดสรรงบ การตั้งค่า Bidding และการโยกงบข้ามแพลตฟอร์ม ฝั่งที่สองคือหน้าบ้านของร้านค้า หรือ Store Optimization ซึ่งครอบคลุมเรื่องมูลค่าต่อบิล หน้าสินค้า และระบบ Affiliate ถ้าทำแค่ฝั่งเดียวโดยละเลยอีกฝั่ง ROAS ที่เพิ่มขึ้นมักจะเพิ่มได้ในระยะสั้นแล้วก็แผ่วลง เพราะยังมีรอยรั่วอยู่ในอีกฝั่งที่ไม่ได้แตะเลย
บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับคนที่ต้องทำโฆษณาขายของใน Shopee, Lazada และ TikTok Ads แล้วอยากเห็น ROAS ขยับขึ้นจริง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณรวมเลยสักบาทเดียว เรียงลำดับให้ทำตามเป็นขั้นตอน เริ่มจากการคัดกรองสินค้าก่อนลงเงิน ไปจนถึงการจัดการระบบ Affiliate รวมทั้งหมด 7 ข้อ ถ้าทำครบทุกข้อและทำต่อเนื่อง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ROAS ในภาพรวมได้ชัดเจนภายในไม่กี่รอบบิล
1. คัดกรองสินค้าก่อนลงเงิน แยก Hero กับ Dead Stock ให้ชัด
กฎเหล็กข้อแรกคืออย่าดันสินค้าที่ตลาดไม่ต้องการครับ ก่อนจะเริ่มปรับอะไรในระบบโฆษณาเลย ให้ดึงข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 30-60 วันมาดูประวัติ ROAS ของสินค้าแต่ละ SKU ก่อน ถ้าเป็นร้านที่มีสินค้าหมุนเวียนตามฤดูกาล อาจต้องดึงย้อนหลังถึง 90 วันเพื่อให้เห็นแพทเทิร์นที่ชัดเจนขึ้น ส่วนสินค้าที่เพิ่งเปิดขายใหม่และยังไม่มีประวัติมากพอ ควรให้เวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนเอามาตัดสิน เพราะข้อมูลที่น้อยเกินไปอาจทำให้จัดกลุ่มผิดพลาดได้
จากนั้นแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มตามผลงานจริง ไม่ใช่ตามความรู้สึกว่าสินค้าตัวไหนน่าจะขายดี กลุ่ม Hero คือสินค้าที่ ROAS สูงและขายง่ายอยู่แล้ว กลุ่มกลางคือสินค้าที่ ROAS อยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้แต่ยังไม่โดดเด่น และกลุ่ม Dead Stock คือสินค้าที่ ROAS ต่ำและขายไม่ค่อยออก ยกตัวอย่างเช่นร้านขายเครื่องสำอางที่มี 50 SKU เมื่อดึงข้อมูลย้อนหลัง 60 วันมาดู อาจพบว่ามีแค่ 8 SKU ที่ทำ ROAS เกิน 5 เท่า ในขณะที่อีก 20 SKU ทำ ROAS ต่ำกว่า 1.5 เท่า ส่วนที่เหลืออยู่ตรงกลาง
การแบ่งกลุ่มแบบนี้จะช่วยให้เรารู้ทันทีว่าควรทุ่มงบไปที่สินค้าตัวไหน และควรหยุดยิงโฆษณาสินค้าตัวไหนเพื่ออุดรอยรั่วของงบประมาณ เพราะในหลายร้านค้า งบส่วนใหญ่มักไหลไปกองอยู่กับสินค้าที่ ROAS ต่ำโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยเอาข้อมูลมากางดูเป็นรายสินค้าเลยสักครั้ง แนะนำให้ทำตารางนี้เป็นประจำทุกเดือน เพราะสินค้าที่เคยเป็น Hero อาจกลายเป็น Dead Stock ได้เมื่อคู่แข่งเข้ามาตัดราคา หรือสินค้าที่เคยขายไม่ออกอาจกลับมาขายดีในช่วงเทศกาลก็ได้
2. เทน้ำหนักงบให้สินค้าทำเงิน
เมื่อคัดสินค้าได้แล้ว ขั้นต่อไปคือจัดสรรงบประมาณใหม่ทั้งหมดตามผลงานจริง ไม่ใช่ตามความเคยชินหรือสัดส่วนเดิมที่เคยตั้งไว้ หลักการง่ายๆ คือ Scale up งบให้กับกลุ่มสินค้าที่ ROAS สูง และ Scale down งบของสินค้าที่ ROAS ต่ำลงเรื่อยๆ อย่างมีขั้นตอน ไม่ใช่ตัดงบทีเดียวจนโฆษณาหยุดสนิท เพราะการตัดงบกะทันหันอาจทำให้ระบบ Learning ของแพลตฟอร์มรีเซ็ตและต้องเริ่มเก็บข้อมูลใหม่
การทำแบบนี้จะช่วยดึงค่าเฉลี่ย ROAS ในภาพรวมของทั้งพอร์ตโฟลิโอ หรือที่เรียกว่า Blended ROAS ให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ไม่ต้องเพิ่มงบรวมเลยแม้แต่บาทเดียว ลองแบ่งสัดส่วนงบระหว่างกลุ่มสินค้า ROAS สูง กลาง ต่ำ ที่อัตราส่วนประมาณ 70:20:10 ดูก่อนได้ครับ สมมติมีงบรวมต่อเดือน 100,000 บาท ก็แบ่งเป็น 70,000 บาทให้กลุ่ม Hero, 20,000 บาทให้กลุ่มกลาง และ 10,000 บาทให้กลุ่ม Dead Stock เพื่อยังคงมีข้อมูลไว้ประเมินต่อ ไม่ได้ตัดทิ้งไปเลย
แต่ก็ต้องระวังเรื่องเป้าหมายที่อาจขัดแย้งกันด้วยครับ ถ้าธุรกิจมีความจำเป็นต้องเคลียร์สต๊อกสินค้าค้างที่ใกล้หมดอายุหรือใกล้ตกเทรนด์ อาจต้องยอมรับ ROAS ที่ต่ำลงชั่วคราวเพื่อระบายสต๊อกออกก่อน ในกรณีแบบนี้แนะนำให้แยกงบส่วนหนึ่งออกมาทำเป็นแคมเปญเคลียร์สต๊อกต่างหาก ไม่ปนกับงบหลักที่เน้น ROAS เพื่อไม่ให้ตัวเลขภาพรวมบิดเบือนจนวิเคราะห์ผลงานจริงได้ยาก
3. ควบคุม AI ด้วย Target ROAS Bidding ให้ถูกจังหวะ
ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Custom ROAS บน Shopee Ads และ Lazada Ads หรือ Target ROAS และ GMV Max บน TikTok Ads เพื่อบอกระบบตรงๆ ว่าต้องการ ROAS เท่าไร กลไกเบื้องหลังคือเมื่อเราตั้งเป้าสูงขึ้น ระบบจะตีความว่าเรามีความคาดหวังสูงขึ้น แล้วจะปรับราคาประมูลต่อคลิกให้ต่ำลง เลือกส่งโฆษณาให้เฉพาะคนที่มีแนวโน้มซื้อจริงมากขึ้นเท่านั้น ผลข้างเคียงคือจำนวนคลิกจะลดลง และลำดับการแสดงโฆษณาอาจร่วงลงบ้าง
หลักการปรับที่แนะนำคือขยับเป้าหมายให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยเดิมทีละน้อย เริ่มต้นที่ 10-30% ต่อครั้ง เช่นถ้าทำได้ 3.0 อยู่แล้ว ให้ลองขยับเป็น 3.2-3.5 ก่อน ไม่ใช่กระโดดไปตั้งที่ 5.0 หรือ 7.0 ทันที เพราะระบบจะหาคน ที่ตรงเงื่อนไขไม่เจอ ผลที่ตามมาคือโฆษณาจะหยุดวิ่งหรือที่เรียกกันว่า Freeze ใช้เงินต่อวันไม่หมด ทำให้สูญเสียโอกาสในการขายไปทั้งหมด แนะนำให้ปรับแล้วรอดูผลอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนปรับรอบต่อไป เพราะถ้าปรับถี่เกินไปทุกวัน ระบบจะไม่นิ่งพอที่จะวัดผลได้ชัดเจน
กลยุทธ์นี้ควรใช้ควบคู่กับข้อ 1 ที่คัดกรองสินค้าไว้แล้วครับ คือเน้นปรับ Target ROAS ให้สูงขึ้นกับกลุ่มสินค้า Hero เป็นหลัก เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการอยู่แล้ว ต่อให้ลำดับการแสดงลดลงบ้างก็ยังพอขายได้ ส่วนสินค้ากลุ่ม Dead Stock ไม่ควรเอามาปรับ Target ROAS ให้สูงขึ้นเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ขายได้ยากขึ้นไปอีก ในทางกลับกันถ้าอยากเห็นยอดขายของกลุ่มนี้ขยับขึ้นบ้าง อาจต้องลด Target ROAS ลงแทน แล้วยอมรับว่า ROAS จะไม่สูงเท่ากลุ่ม Hero
4. โยกงบข้ามแพลตฟอร์มตาม Performance จริง
นักการตลาดที่คุมงบทั้งก้อนต้องมองภาพใหญ่แบบ Macro View อย่ายึดติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งมากเกินไป สมมติว่าเดือนนี้ Lazada Ads ทำ ROAS ได้ 5.0 แต่ Shopee Ads ทำได้แค่ 2.0 ด้วยงบใกล้เคียงกัน ควรมีความยืดหยุ่นพอที่จะโยกงบบางส่วนจาก Shopee ไปเพิ่มที่ Lazada เช่นโยกจาก 30,000 บาทเหลือ 20,000 บาท แล้วเพิ่มฝั่ง Lazada จาก 30,000 บาทเป็น 40,000 บาท เพื่อปั่น GMV รวมของธุรกิจให้โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ในจังหวะนั้น
แต่ก่อนโยกงบต้องแยกให้ออกก่อนว่าความต่างของ ROAS ที่เห็นเป็นเรื่องระยะสั้นจากปัจจัยแคมเปญ เช่นช่วง Double Day หรือ Mid Month ของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง หรือเป็นแนวโน้มจริงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือน ถ้าเป็นแค่ผลจากแคมเปญช่วงสั้นๆ การโยกงบทันทีอาจทำให้พลาดโอกาสตอนแพลตฟอร์มอื่นกลับมาทำผลงานดีในเดือนถัดไป แนะนำให้ทำข้อมูลสรุปเป็นรายเดือนไว้เปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนตัดสินใจโยกงบก้อนใหญ่
วิธีนี้จะยากหน่อยสำหรับใครที่ดูแลแค่แพลตฟอร์มเดียว หรือเป็นเอเจนซี่ที่รับงานลูกค้าแบบแยกแพลตฟอร์มชัดเจน หรือบริษัทที่มีงบตายตัวแยกตามแพลตฟอร์มอยู่แล้ว เพราะจะไม่มีอิสระในการโยกงบข้ามไปมา ในกรณีนี้อาจต้องเปลี่ยนมุมมองเป็นการเสนอแผนโยกงบให้ลูกค้าหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจพิจารณาแทน โดยใช้ข้อมูลเปรียบเทียบ ROAS รายแพลตฟอร์มเป็นหลักฐานประกอบ
5. เพิ่ม AOV เพื่ออัปเกรด ROAS แบบทันที
ถ้าค่าโฆษณาต่อคลิกแพงขึ้นเรื่อยๆ การทำให้ลูกค้า 1 คนซื้อของแพงขึ้นหรือซื้อหลายชิ้นขึ้นคือทางออกที่ทรงพลังที่สุด เพราะเป็นการแก้ที่ตัวเศษของสมการ ROAS โดยตรง ไม่ต้องไปยุ่งกับ Bidding เลยด้วยซ้ำ ลองดูตัวเลขง่ายๆ ถ้า AOV เดิมอยู่ที่ 300 บาท และต้นทุนค่าคลิกเฉลี่ยต่อการซื้อ 1 ครั้งอยู่ที่ 60 บาท ROAS จะอยู่ที่ 5.0 เท่า แต่ถ้าดัน AOV ขึ้นเป็น 400 บาทโดยต้นทุนค่าคลิกเท่าเดิม ROAS จะขยับเป็น 6.67 เท่าทันที โดยไม่ต้องแตะการตั้งค่าโฆษณาเลยสักนิด
วิธีนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างทีม Ads กับทีม Store Operation หรือทีมดูแลหน้าร้าน ตัวอย่างโปรโมชันที่ใช้ได้ผลจริงมีดังนี้
- Add-on Deal ให้ซื้อสินค้ารองในราคาพิเศษ เลือกสินค้าที่ราคาไม่สูงมากและเสริมการใช้งานสินค้าหลัก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเพิ่มลงตะกร้าได้ง่าย
- Flexi Combo หรือ Bundle เช่นซื้อ 2 ชิ้นลด 10% เหมาะกับสินค้าที่ซื้อซ้ำได้บ่อย หรือสินค้าที่ใช้คู่กันเป็นชุด
- ตั้งค่า Free Shipping ขั้นต่ำให้สูงกว่า AOV เดิมเล็กน้อย เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเติมตะกร้าเพิ่มจนถึงเกณฑ์ที่ได้ส่งฟรี
เมื่อยอดขายต่อบิลสูงขึ้นในขณะที่ต้นทุนค่าคลิกยังเท่าเดิม ROAS จะพุ่งขึ้นตามสมการคณิตศาสตร์ทันที ข้อดีอีกอย่างคือกลยุทธ์กลุ่มนี้ไม่ได้พึ่งพาระบบ AI ของแพลตฟอร์มโฆษณาเลย จึงเป็นวิธีที่ควบคุมได้เองเต็มที่ และยังส่งผลดีต่อ ROAS ของทุกแคมเปญที่วิ่งอยู่พร้อมกัน ไม่ใช่แค่แคมเปญเดียว
6. อัปเกรดหน้าสินค้า (PDP) ให้ปิดการขายได้มากขึ้น
โฆษณาทำหน้าที่พาคนเข้ามาที่หน้าร้านแล้ว แต่คนที่ปิดการขายจริงๆ คือหน้าสินค้าหรือ Product Detail Page ถ้าคนคลิกโฆษณาเข้ามาเยอะแต่ Conversion Rate ต่ำ ROAS ก็จะตกลงทันทีไม่ว่าจะปรับ Bidding ดีแค่ไหนก็ตาม เพราะเงินที่จ่ายไปเพื่อดึงคนเข้ามาจะสูญเปล่าถ้าคนไม่ตัดสินใจซื้อในขั้นตอนสุดท้าย สิ่งที่ควรตรวจสอบให้ครบมีดังนี้
- รูปภาพแรกหรือ Hero Image ดึงดูดพอไหม ควรแสดงสินค้าชัดเจน มีบริบทการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ภาพสินค้าเปล่าๆ บนพื้นขาว
- คะแนนรีวิวสินค้าอยู่ในเกณฑ์ที่ลูกค้าไว้ใจได้หรือเปล่า โดยทั่วไปควรรักษาให้อยู่เหนือ 4.5 ดาว และตอบกลับรีวิวเชิงลบอย่างสม่ำเสมอ
- รายละเอียดสินค้าตอบข้อสงสัยของลูกค้าครบถ้วนหรือยัง เช่นขนาด วัสดุ วิธีใช้งาน และเงื่อนไขการรับประกัน
การปรับปรุงหน้าร้านให้ดีขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย จะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ซึ่งส่งผลดีต่อ ROAS ของทุกแคมเปญที่วิ่งอยู่ในระยะยาว ไม่ใช่แค่แคมเปญเดียว ยกตัวอย่างเช่นถ้า Conversion Rate ขยับจาก 2% เป็น 3% โดยจำนวนคลิกและงบโฆษณาเท่าเดิม ยอดขายจะเพิ่มขึ้นราว 50% ทันที ซึ่งเป็นตัวคูณที่ส่งผลต่อ ROAS โดยตรง ควรรีวิวหน้าสินค้ากลุ่ม Hero เป็นอันดับแรก เพราะเป็นกลุ่มที่มีการยิงแอดหนักที่สุดอยู่แล้ว
7. ใช้ระบบ Affiliate ล็อกเป้า ROAS ได้แบบเกือบ 100%
มอง Affiliate Marketing เป็นส่วนหนึ่งของการทำโฆษณาแบบ Performance-based ที่จ่ายเงินก็ต่อเมื่อเกิดยอดขายจริงเท่านั้น ผ่านระบบ Affiliate ของ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ที่มีครีเอเตอร์เข้ามาช่วยโปรโมทสินค้าและได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน การตั้งค่าคอมมิชชันแบบเปอร์เซ็นต์คงที่ ทำให้คำนวณต้นทุนและรู้อัตรา ROAS ล่วงหน้าได้แม่นยำเกือบ 100% เช่นถ้าจ่ายค่าคอม 10% เท่ากับกำลังการันตี ROAS ที่ 10.0 อยู่เสมอ ไม่ว่ายอดขายจะมาจากครีเอเตอร์คนไหนก็ตาม เพราะต้นทุนผูกกับเปอร์เซ็นต์ของยอดขายโดยตรง
ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงออกจากระบบ Bidding ปกติได้อย่างชาญฉลาด เพราะไม่ต้องพึ่งพา AI ของแพลตฟอร์มในการหาผู้ซื้อเหมือนโฆษณาทั่วไป แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าถ้าตั้งค่าคอมมิชชันต่ำเกินไป ROAS จะสูงจริงแต่ยอดขายรวมจาก Affiliate จะไม่มาก เพราะครีเอเตอร์ขาดแรงจูงใจและอาจเลือกไปโปรโมทสินค้าของร้านอื่นที่ให้ค่าคอมสูงกว่าแทน ในทางกลับกันถ้าปรับค่าคอมสูงขึ้น ROAS จากช่องทางนี้จะลดลง แต่ยอดขายรวมมักจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง ROAS ที่อยากได้กับ GMV ที่อยากเห็นจริงๆ ควบคู่กันไป
เทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ผลคือย้อนกลับไปดูการแบ่งกลุ่มสินค้าในข้อ 1 แล้วตั้งค่าคอมมิชชันไม่เท่ากันตามกลุ่ม สินค้ากลุ่ม Hero ที่ขายดีอยู่แล้วอาจตั้งค่าคอมต่ำกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงจูงใจมากก็ขายได้ ส่วนสินค้ากลุ่ม Dead Stock อาจตั้งค่าคอมสูงกว่าเพื่อดึงดูดครีเอเตอร์ให้ช่วยระบายสต๊อก แม้ ROAS จากกลุ่มนี้จะไม่สูงเท่ากลุ่ม Hero แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาสินค้าค้างสต๊อกไปพร้อมกันได้
สรุป เพิ่ม ROAS สำหรับ E-commerce ให้ยั่งยืนต้องทำสองฝั่งพร้อมกัน
ROAS ที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการไปกดปรับ Bidding ในระบบโฆษณาเพียงอย่างเดียวครับ แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งฝั่ง Ad Optimization อย่างการคัดสินค้า จัดสรรงบ ปรับ Target ROAS และโยกงบข้ามแพลตฟอร์ม กับฝั่ง Store Optimization อย่างการเพิ่ม AOV ปรับปรุงหน้าสินค้า และวางระบบ Affiliate ให้ดี ทั้งสองฝั่งนี้เกื้อกูลกัน การคัดสินค้าในข้อ 1 เป็นฐานให้ทั้งการปรับ Bidding ในข้อ 3 และการตั้งค่าคอมมิชชันในข้อ 7 ทำงานได้แม่นยำขึ้น
7 ข้อที่พูดถึงในบทความนี้ ถ้าเลือกทำให้ครบทั้งสองฝั่งไปพร้อมกัน จะช่วยให้พอร์ตโฆษณา Shopee, Lazada และ TikTok Ads กลับมาเป็นบวกได้จริง โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณรวมแม้แต่บาทเดียว แต่ก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าการเพิ่ม ROAS มีขีดจำกัดของมันเสมอ สินค้าบางกลุ่มอาจเพิ่ม ROAS ได้มากเพราะฐานลูกค้าแข็งแรงอยู่แล้ว ในขณะที่บางกลุ่มอาจเพิ่มได้จำกัดเพราะข้อจำกัดของตัวสินค้าเอง ดังนั้นแนะนำให้ลองปรับตามวิธีในบทความนี้ทีละข้อ แล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์เป็นรายเดือนอย่างต่อเนื่อง จะเห็นภาพชัดกว่าการเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกันในทีเดียว
บทความนี้ร่างและเรียบเรียงเนื้อหาโดย AI (Claude) และได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง วางกลยุทธ์ และอนุมัติโดย [แบงก์ ธนาคาร เลิศสุดวิชัย / ทีมงาน Moonday Agency]
FAQ
วิธีเพิ่ม ROAS ใน Shopee และ Lazada ทำอย่างไร
ให้เริ่มจากคัดกรองสินค้าด้วย Product Portfolio Matrix แยกกลุ่ม Hero กับ Dead Stock ก่อน จากนั้นโยกงบไปหาสินค้าที่ ROAS สูง ปรับ Target ROAS Bidding ขึ้นทีละ 10-30% เฉพาะกลุ่ม Hero และเสริมด้วยการเพิ่ม AOV ผ่านโปรโมชัน Bundle หรือ Add-on Deal ควบคู่กันไป ถ้าทำครบทุกข้อจะเห็น Blended ROAS ของทั้งร้านขยับขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบ
ยิงแอด E-commerce ยังไงให้ได้กำไร
กำไรจากการยิงแอด E-commerce เกิดจากการควบคุมทั้งฝั่ง Ad Optimization และ Store Optimization ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ปรับ Bidding ในระบบโฆษณาอย่างเดียว ต้องดูแลตั้งแต่การคัดสินค้า จัดสรรงบ ไปจนถึงการปรับปรุงหน้าสินค้าและใช้ระบบ Affiliate ให้เป็นตัวล็อกเป้า ROAS ที่แน่นอน เพราะกำไรที่แท้จริงมาจากส่วนต่างระหว่างยอดขายกับต้นทุนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวเลข ROAS ที่สวยงามในหน้ารายงานเพียงอย่างเดียว



